LifeStyle

Friday, September 26, 2008

เรื่องเที่ยวอีกแล้วครับท่าน แต่คราวนี้งดไปเมืองนอก แต่ไปทำบุญ

เรื่องเที่ยวอีกแล้วครับท่าน

ปรกติทุกปีผมจะมีเวลาในช่วงเดือนตุลาคม ที่ผมเลือกที่จะหยุดพักร้อนแล้วไปเที่ยว สองปีที่ผ่านมาผมไปลาว ไปเขมร ไปเมืองนอกประเทศเพื่อนบ้าน แต่ว่าปีนี้ผมว่าจะไม่ไปไหน อาจจะเป็นเที่ยวใกล้ๆเช่น สุพรรณบุรี จริงๆแล้วผมมีนัดกับเพื่อนๆว่าจะขี่รถไปบริจาคของกันที่ อ.ดอนเจดีย์จังหวัดสุพรรณบุรีตอนปลายเดือนตุลาคม แต่ผมว่าจะไปก่อน แล้วเที่ยวก่อน เพราะว่าจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นจังหวัดหนึ่งที่ผมรู้จักน้อยมาก เลยอยากที่จะไปใช้ชีวิต ดูธรรมชาติที่นั่น แต่ก็อีกนั่นแหละ ช่วงนี้น้ำท่วม ไม่รู้จะได้ทำอย่างที่ตั้งใจไว้หรือเปล่า

โครงการนี้เป็นโครงการกับกลุ่มเพื่อนๆที่เวบ spsuzuki.com ที่จะรวบรวมกำลังกันไปช่วยโรงเรียน ที่ทางโรงเรียนค่อนข้างขาดแคลนครับ ตอนนี้อยากได้โต้ะปิงปอง และ อุปกรณ์การเรียนการสอนครับ โรงเรียนที่เราจะไปอยู่ที่ อ.ดอนเจดีย์ จังหวัด สุพรรณบุรีครับ โดยเราจะขี่รถมอเตอร์ไซค์กันไปครับ

รายละเอียดตามนี้ครับ

ข้อมูลจาก http://www.spsuzuki.com/Community/Thai/Board/View.asp?id=7666

โรงเรียน บ้านโคกหม้อ ต.หนองสาหร่าย อ.ดอนเจดีย์จ.สุพรรณบุรี

ต้องการหนังสือเรียน หนังสือการ์ตูน สมุด ดินสอ และ อุปกรณ์กีฬาครับ

ใครสนใจบริจาค ติดต่อผ่านมาที่ผมก็ได้ครับ หรือว่าติดต่อโดยตรงไปที่ลิงค์ก็ได้ครับ

มันต้องสนุกแน่ๆเลย ไว้ได้ไปแล้วจะเล่าให้ฟัง ตอนนี้ไปทำงานก่อนนะครับ

รูปยืมมาจาก http://www.spsuzuki.com

Sunday, June 01, 2008

แวะมาเล่าเรื่องที่ไปเยี่ยมโรงเบียร์ก่อนไปต่อเรื่องเชียงใหม่

กลัวว่าจะลืม เอาเป็นเรื่องคันเวลาก่อนแล้วกัน ถือซะว่าเป็นโฆษณาก่อนไปต่อเรื่องเชียงใหม่แล้วกันนะครับ

พอดีไปลงชื่อไปเยี่ยมชมโรงงานเบียร์ไฮเนเก้นไว้ที่เวบไฮเนเก้นไทย เค้ารับร้อยห้าสิบคนเท่านั้น เป็นกิจกรรมที่ทางไฮเนเก้นไทย จัดนำเที่ยวโรงงานเบียร์ไฮเนเก้น เพิ่งรู้ว่าโรงงานเค้าอยู่ไทรน้อยแค่นี้เอง ห่างจากบ้านผมที่นครปฐมไปยี่สิบกว่าโลเท่านั้นเอง

เริ่มจากนัดขึ้นรถที่อาคารไทยประกันชีวิตตรงถนนรัชดา เที่ยงรถก็ได้นำเราออกเดินทางไปสู่โรงงาน ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงสามสิบนาที เนื่องจากต้องออกนอกเมืองและรถค่อนข้างเยอะครับ เมื่อถึงโรงงาน เราก็ได้รับการต้อนรับ และเยี่ยมชมพิพิทธภัณฑ์เบียร์ครับ แล้วก็นำเราสู่ห้องออดิโทเรียมเพื่ออธิบาย ที่มาของเบียร์ว่าเบียร์ทำมาจากอะไร และ ขั้นตอนนั้นเป็นอย่างไร ที่โรงงานแห่งนี้ ผลิตเลียร์ออกมาทั้งหมดสามยี่ห้อครับ คือไฮเนเก้น ไทเกอร์ และ เชียร์ เบียร์น้องใหม่ที่เอามาตีตลาดล่างครับ โดยส่วนตัวแล้วไม่เคยได้ลองชิมเบียร์เชียเลยครับ

เบียร์ทั้งหมด มีวิธีการทำที่เหมือนกัน ไม่ว่าจะยี่ห้อไหน เบียร์ขวดหรือเบียร์สด ทำเหมือนๆกัน ดังนั้นที่ว่าเบียร์สดนั้นต่างจากเบียร์ขวดนั้น คงจะเป็นเรื่องของความรู้สึกล้วนๆครับ โดยที่ต่างกันคือเรื่องของเกรดของข้าวมอลต์ครับ ข้าวมอลต์คือส่วนผสมหลักของการทำเบียร์ ข้าวมอลต์ เอามาบด และ ต้ม กรองเอาน้ำออกมาผสมกับดอกฮอฟ และ ต้มอีกรอบ ก่อนส่งไปเติมยิสต์ แล้วส่งไปถึงหมักเพื่อให้แป้งและน้ำตาลกลายเป็นแอลกอฮอล์ เบียร์ทั้งสามยี่ห้อมีดีกรีเท่ากัน คือห้าดีกรี แต่ที่ต่างกัน และ สิ่งที่ทำงห้รสชาดต่างกันคือ ระยะเวลาในการหมักครับ

เบียร์ไฮเนเก้น หมักทั้งหมด 28 วันครับ เบียร์ ไทเกอร์หมัก 21 วันครับ ส่วนเบียร์เชียร์นั้นหมักเพียง 11 วันเท่านั้น เบียร์ที่หมักไว้นานรสจะนุ่มกว่าเบียร์ที่หมักน้อยกว่าครับ เบียร์ทั้งสามยี่ห้อนั้น แต่ละล้อต ต้องส่งตัวอย่างไปตรวจสอบที่ต้นสังกัด คือที่เนเธอแลนด์ และ สิงคโปร์ จึงจะสามารถออกจำหน่ายได้ครับ ดังนั้น มั่นใจว่าเบียร์ที่คุณดื่มนั้น รสชาดเดียวกันทั่วโลกครับ นอกจากนั้น ทางโรงงานยังได้รับออเดอร์ผลิตเบียร์อังกอร์ ที่ขายในกัมพูชาด้วย

หลังจากเดินชมรอบโรงงานแล้วก็ถึงเวลาที่รอคอย คือชิมเบียร์ครับ วันนั้นชิมไปสามแก้ว มึนเลยอ่ะ มีดนตรีให้ฟังตอนชิมเบียร์ด้วย สนุกมากครับ นอกจากนั้นยังมีของฝากขายอีก ผมซื้อกระเป๋า ไทเกอร์กับ ที่ห้อยบัตร ไฮเนเก้นกลับมาฝากน้องๆที่ทำงานด้วยล่ะ ใครอยากไปก็ลองเช็คที่ เวบไฮเนเก้นไทย นะครับ

Monday, March 24, 2008

ขอความช่วยเหลือให้แก่ เด็กหญิงศิริพร กิจประสงค์

พอดีอ่านเจอจากเมล์ที่เพื่อนส่งมาให้ครับ ใครพอช่วยได้ ช่วยเหลือกันนะครับ คนไทยเหมือนกัน

เด็กหญิงศิริพร กิจประสงค์ ใบแจ้งเกิด 97 หมู่ 6 ต.บ้านครัว อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี ปัจจุบันนี้เด็กหญิงศิริพร หรือ น้องออย อยู่บ้านเลขที่ 34 หมู่ 4 ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา ในความดูแลของปู่และย่า ตามอัตภาพ ขณะนี้น้องออยอายุได้ 3 ขวบครึ่ง เป็นโรคหัวโตตั้งแต่กำเนิด จึงมีความทุกข์ทรมานมาก เพราะเป็นแผลกดทับที่หัวต้องทำแผลทุก ๆวัน ค่าอุปกรณ์ และยาก็มากพอสมควร สำหรับฐานะของปู่และย่า ทั้งยังมีค่านม ผ้าอ้อมสำเร็จรูปและอื่น ๆ อีก พ่อและแม่ของน้องออยแยกทางกัน เพราะอยู่ในวัยรุ่นทั้งคู่ ภาระจึงตกอยู่ที่ปู่กับย่า ปู่น้องออยทำงานคนเดียว (งานรับเหมา) ส่วนย่า เมื่อก่อนก็หารับจ้างทั่วไปแต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ไปรับจ้างแล้ว เพราะต้องคอยดูแลน้องออยอย่างใกล้ชิด บางครั้งน้องออยก็ต้องไปนอนโรงพยาบาลท่าเรือ เพราะอาการทุกข์ทรมานมาก จึงอยากวอนขอความช่วยเหลือมา แล้วแต่จะเมตตากรุณา ไม่ว่าจะเป็น นม , ยา , ผ้าอ้อมสำเร็จรูป , แผ่นรองหัว (โต) อุปกรณ์ของใช้สำหรับน้องออย ซึ่งค่าใช้จ่ายในการดูแลน้องออย เป็นค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละ 3500 บาท โดยมีรายละเอียดของค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนี้

1.
ตาข่าย ราคากล่องละ 1200 บาท ใช้ได้ 15 วัน
2.
สก๊อตเทปปิดแผล ราคา 25 บาท ใช้วันละ 2 กล่อง
3.
นม
4.
น้ำเกลืออ่อน สำหรับล้างแผล
5.
ผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับรองหัว

6.
ผ้าอ้อมสำเร็จรูป

7.
ค่ารักษาพยาบาลต่าง ๆ (กรณีต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล)

ซึ่งในปัจจุบันพ่อแม่ของน้องออย แยกทางกัน น้องออย ต้องอยู่ในความดูแลของปู่ ซึ่งมีอาชีพ รับจ้าง มีรายได้เดือนละ 5600 บาท ซึ่งต้องรับภาระในการเลี้ยงดู ภรรยา ลูกซึ่งอยู่ระหว่างวัยเรียน และหลาน(น้องออย) ทำให้รายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่ายจึงอยากขอความช่วยเหลือจากท่าน โปรดช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้กับทางครอบครัวของน้องออยด้วย ท่านสามารถติดต่อช่วยเหลือได้ท ี่

ธนาคารกรุงไทย สาขาท่าลา
ชื่อบัญชี ด.ญ.ศิริพร กิจประสงค์โดยนาย โสภา กิจประสงค์

เลขที่บัญชี 136-1-20196-7

ขอความเช่วยเหลือให้แก่ เด็กหญิงศิริพร กิจประสงค์

พอดีอ่านเจอจากเมล์ที่เพื่อนส่งมาให้ครับ ใครพอช่วยได้ ช่วยเหลือกันนะครับ คนไทยเหมือนกัน

เด็กหญิงศิริพร กิจประสงค์ ใบแจ้งเกิด 97 หมู่ 6 ต.บ้านครัว อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี ปัจจุบันนี้เด็กหญิงศิริพร หรือ น้องออย อยู่บ้านเลขที่ 34 หมู่ 4 ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา ในความดูแลของปู่และย่า ตามอัตภาพ ขณะนี้น้องออยอายุได้ 3 ขวบครึ่ง เป็นโรคหัวโตตั้งแต่กำเนิด จึงมีความทุกข์ทรมานมาก เพราะเป็นแผลกดทับที่หัวต้องทำแผลทุก ๆวัน ค่าอุปกรณ์ และยาก็มากพอสมควร สำหรับฐานะของปู่และย่า ทั้งยังมีค่านม ผ้าอ้อมสำเร็จรูปและอื่น ๆ อีก พ่อและแม่ของน้องออยแยกทางกัน เพราะอยู่ในวัยรุ่นทั้งคู่ ภาระจึงตกอยู่ที่ปู่กับย่า ปู่น้องออยทำงานคนเดียว (งานรับเหมา) ส่วนย่า เมื่อก่อนก็หารับจ้างทั่วไปแต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ไปรับจ้างแล้ว เพราะต้องคอยดูแลน้องออยอย่างใกล้ชิด บางครั้งน้องออยก็ต้องไปนอนโรงพยาบาลท่าเรือ เพราะอาการทุกข์ทรมานมาก จึงอยากวอนขอความช่วยเหลือมา แล้วแต่จะเมตตากรุณา ไม่ว่าจะเป็น นม , ยา , ผ้าอ้อมสำเร็จรูป , แผ่นรองหัว (โต) อุปกรณ์ของใช้สำหรับน้องออย ซึ่งค่าใช้จ่ายในการดูแลน้องออย เป็นค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละ 3500 บาท โดยมีรายละเอียดของค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนี้

1.
ตาข่าย ราคากล่องละ 1200 บาท ใช้ได้ 15 วัน
2.
สก๊อตเทปปิดแผล ราคา 25 บาท ใช้วันละ 2 กล่อง
3.
นม
4.
น้ำเกลืออ่อน สำหรับล้างแผล
5.
ผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับรองหัว

6.
ผ้าอ้อมสำเร็จรูป

7.
ค่ารักษาพยาบาลต่าง ๆ (กรณีต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล)

ซึ่งในปัจจุบันพ่อแม่ของน้องออย แยกทางกัน น้องออย ต้องอยู่ในความดูแลของปู่ ซึ่งมีอาชีพ รับจ้าง มีรายได้เดือนละ 5600 บาท ซึ่งต้องรับภาระในการเลี้ยงดู ภรรยา ลูกซึ่งอยู่ระหว่างวัยเรียน และหลาน(น้องออย) ทำให้รายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่ายจึงอยากขอความช่วยเหลือจากท่าน โปรดช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้กับทางครอบครัวของน้องออยด้วย ท่านสามารถติดต่อช่วยเหลือได้ท ี่

ธนาคารกรุงไทย สาขาท่าลา
ชื่อบัญชี ด.ญ.ศิริพร กิจประสงค์โดยนาย โสภา กิจประสงค์

เลขที่บัญชี 136-1-20196-7

Monday, March 10, 2008

เรื่องของคนบ้า ไร้สาระ และ หัวใจเดินทาง

ก่อนที่จะเล่าเรื่องที่ไปเที่ยวเชียงใหม่มาสองรอบในหนึ่งเดือน กับเรื่องที่ไปขี่รถเล่นที่หัวหิน ซึ่งทั้งสองเรื่องตั้งใจว่าจะหาที่เงียบๆ เสาร์อาทิตย์นี้เขียนเล่าให้อ่านกัน แต่ตอนนี้ขอพักโฆษณา ด้วยเรื่องนี้ก่อนแล้วกัน

ถ้าใครได้เล่นเน็ท หรือเปิดเวบอยู่แล้วอาจจะรู้จักเวบพันธ์ทิพย์เป็นอย่างดี แต่สำหรับคนที่ไม่เล่นเน็ท ก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่าไม่รู้จักเวบพันธ์ทิพย์ เนื่องจากเดี๋ยวนี้มีข่าวเกี่ยวกับเวบนี้อยู่บ่อยๆ

แต่จะมีใครรู้บ้างไหม ว่าในเวบพันธ์ทิพย์ ในส่วนของ Blueplanet ยังมีบ้านเล็กๆ ที่อบอุ่น แอบอุ่นอยู่ หัวใจเดินทาง เป็นที่รวบรวมของเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่มีใจรักในการเดินทางท่องเที่ยว มีความสุขที่ได้เห็นโลกกว้าง มีความสุขกับการเดินทางไปเรื่อยๆ มีความสุขกับการที่ได้พูดคุยกันเรื่องการเดินทาง ได้แลกเปลี่ยนความรู้ต่างๆกัน หัวใจเดินทางเป็นที่ที่ผมโดนลากมากจากห้องหลัก โดยบุคคลคนนึงที่ชักชวนให้ผมได้รู้จักกับ กลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง กลุ่มคนไร้สาระ

กลุ่มคนไร้สาระ เป็นกลุ่มคนบ้ากลุ่มหนึ่ง ที่คุยกันได้ทุกเรื่อง ทั้งที่ไร้สาระ เฮฮา เป็นที่คลายเครียด ไม่ว่าจะเครียด เรื่องอะไร ไม่ว่าจะเหนื่อยเพียงไหน เพียงแวะเข้ามาคุยกับเพื่อนๆ ก็ทำให้ผมมีความสุขได้ กลุ่มไร้สาระ จะมีจุดเด่น คือทุกคนจะไม่มีการคุยเรื่องเครียดๆ แต่จะช่วย ให้ความสุขซึ่งกันและกัน ผ่านตัวอักษรบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่อ่านทีไรก็อดขำไม่ได้สักที

อีกอย่างที่เป็นที่น่าแปลกใจ เมื่อคนในกลุ่มนี้เจอกันทีไร ร้านแตกทุกที ทุกคนจะแย่งกันพูด แย่งกันคุย แย่งกันหัวเราะ เหมือนไม่ได้เจอกันมานาน ทั้งที่เราคุยกันทุกวัน ผ่านเวบ

เล่ามาทั้งหมดนี้ ก็แค่อยากจะบอกว่าผมเป็นคนหนึ่งในกลุ่มคนไร้สาระ ที่เรามีความสุขเล็กๆ ถ้าใครผ่านไป ลองไปแวะสวัสดีพวกเราได้ที่ ห้องหัวใจเดินทาง

Wednesday, February 06, 2008

เยี่ยมเยือน เชียงคาน เมืองริมน้ำโขง

เชียงคาน อำเภอหนึ่งในจังหวัดเลยที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศลาว ห่างจากตัวจังหวัดเลยประมาณ 50 กิโลเมตร

รายละเอียดเกี่ยวกับอ.เชียงคานจาก วิกีพีเดีย

[แก้] ที่ตั้งและอาณาเขต

อำเภอเชียงคาน มีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียง ดังนี้

ทิศเหนือ ติดต่อกับแขวงไซยะบูลี (ประเทศลาว)

ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอเมืองเลย

ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอปากชม

ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอท่าลี่

[แก้] การปกครองส่วนภูมิภาค

อำเภอเชียงคาน แบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 8 ตำบล 78 หมู่บ้าน ได้แก่

1.

เชียงคาน (Chiang Khan)

6 หมู่บ้าน

2.

ธาตุ (That)

15 หมู่บ้าน

3.

นาซ่าว (Na Som)

15 หมู่บ้าน

4.

เขาแก้ว (Khao Kaeo)

13 หมู่บ้าน

5.

ปากตม (Pak Tom)

7 หมู่บ้าน

6.

บุฮม (Bu Hom)

10 หมู่บ้าน

7.

จอมศรี (Chom Sri)

7 หมู่บ้าน

8.

หาดทรายขาว (Hat Sai Khao)

5 หมู่บ้าน

[แก้] การปกครองส่วนท้องถิ่น

ท้องที่อำเภอเชียงคานประกอบด้วยองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น 9 แห่ง ได้แก่

เทศบาลตำบลเชียงคาน ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของตำบลเชียงคาน

เทศบาลตำบลเขาแก้ว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเขาแก้ว

องค์การบริหารส่วนตำบลเชียงคาน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเชียงคาน (นอกเขตเทศบาลตำบลเชียงคาน)

องค์การบริหารส่วนตำบลธาตุ ครอบคลุมพื้นที่ตำบลธาตุทั้งตำบล

องค์การบริหารส่วนตำบลนาซ่าว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลนาซ่าวทั้งตำบล

องค์การบริหารส่วนตำบลปากฮม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลปากฮมทั้งตำบล

องค์การบริหารส่วนตำบลบุฮม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลบุฮมทั้งตำบล

องค์การบริหารส่วนตำบลจอมศรี ครอบคลุมพื้นที่ตำบลจอมศรีทั้งตำบล

องค์การบริหารส่วนตำบลหาดทรายขาว ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหาดทรายขาวทั้งตำบล

10 ชั่วโมงจากกรุงเทพมหานคร รถโดยสาร 999 วีไอพี ในที่สุดก็ถึงเชียงคาน เมืองเงียบๆ ตั้งอยู่ริมน้ำโขง ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส ทริปเชียงคานครั้งนี้ไม่ได้หวังอะไรมากครับ อยากหานอนแบบสบายๆ ไม่ต้องทำไร นอนเล่นอ่านหนังสือ เห็นในเวบพันทิพย์ เรื่องเชียงคาน เช้าอากาศเย็นสบาย เดินเล่นในตลาด เทศบาง อันพลุกพล่าน แต่ก็ไม่ถึงกับวุ่นวายเหมือนในเมืองใหญ่ๆ

หลังจากที่ได้ดื่มกาแฟ ร้อนๆ แล้วก็เดินจากตลาด เข้าสู่ถนนเลียบน้ำโขง บ้านไม้เก่าๆ เงียบๆ แต่บรรยากาศเหงาๆ ในที่สุดก็ถึงที่พักครับ เรือนแรมลูกไม้ ที่เปิดตอนแปดโมงเช้า ห้องเล็ก 300 บาทต่อคืน กับบรรยากาศที่ไม่ต้องการแอร์เลย ผมเลือกที่นี่จากเวบอีกนั่นแหละ แต่ก็ไม่ผิดหวัง พี่เหน่งเจ้าของบ้านน่ารักดี บ้านน่าอยู่ ถึงแม้ห้องน้ำจะน้อยไปสักนิด แต่โดยรวมแล้ว เหมาะแก่การผักผ่อน อย่างที่บอกไปแล้วแต่แรกว่ามาที่นี่เพื่อผักผ่อนสมอง

บ้านคนที่นี่จะเป็นบ้านไม้ สองชั้น ขนาดห้องแถวยังเป็นไม้เลย ที่นี่ผู้คนส่วนใหญ่จะเป็นคนแก่และเด็กเนื่องจากคนหนุ่มสาวไปทำงานในเมืองกันหมด เป็นเมืองเงียบสงบ ที่น่าสงสาร ใช้ชีวิตกับการเดินรอบเมือง ดูผู้คน นอนอ่านหนังสือ ใต้ต้นไม้ เป็นความสุขที่หาไม่ได้จากสังคมเมือง ผู้คนที่นี่เป็นกันเองคุยสนุกสนานมาก

ไม่ห่างจากเชียงคานมากนัก ก็จะมีแก่งคุดคู้ แก่งในแม่น้ำโขง ที่พอน้ำลดจะเห็นหิน และทางน้ำที่สวยงาม สองข้างทางไปที่แก่งคุดคู้นั้น จะมีร้านขายมะพร้าวแก้ว สินค้าขึ้นชื่อของที่นี่ ที่น่าแปลก มีขายที่แก่งคุดคู้ หาซื้อยากในตัวเมืองเชียงคาน สินค้าของเมืองเชียงคานก็จะเป็นผ้านวม ฝ้าย เนื่องจากจังหวัดเลย ปลูกฝ้ายกันเยอะ แต่เดี๋ยวนี้ ที่นอน ผ้านวมไยสังเคราะห์ ดูเหมือนจะทำให้ผ้านวมฝ้ายเริ่มหายไปทีละน้อย

ตื่นเช้ามา รอพระมาบิณฑบาตร ผู้คนที่นี่ จะออกมาใส่บาตรข้าวเหนืยว อาหารแห้งเหมือนกับที่หลวงพระบาง พระอาจจะไม่เยอะมากมายเหมือนกับที่หลวงพระบาง แต่บรรยากาศยามเช้าช่างเหมือนกันเสียทีเดียว เชียงคานเป็นเมืองพุทธ ที่ยังเป็นพุทธบริษัท ที่เลื่อมใสศรัทธา ไม่ใช่พุทธพานิชย์ เหมือนกับเมืองใหญ่อย่างเช่นกรุงเทพ

ที่นี่จะมีตำซั๊ว ส้มตำที่รวมเอาผักต่างๆ กับเส้นที่ทำจากแป้งขนมจีน แต่ทำเป็นตัวใหญ่ เหมือนกับเกี้ยมอี๋ ไก่ย่างที่นี่ก็อร่อยครับ อย่างแห้งๆ แต่เนื้อร่อนออกจากกระดู รสชาดอร่อยมากๆ ถ้าได้มาเยือนต้องลองมาดูนะครับ

สำหรับคนที่ต้องการพักผ่อน สมอง ไม่ต้องการกิจกรรมอะไรมากมาย นั่งอ่านหนังสือริมต้นไม้ เดินเล่นตามถนนริมแม่น้ำ หรือว่าจะคุยกับผู้คน ที่เชียงคานเป็นอีกที่หนึ่งที่น่าสนใจเลยทีเดียว

Saturday, January 05, 2008

เอาสูตรลดความอ้วนมาฝาก

เช้า....

น้ำเปล่า(ไม่เย็น) 1 แก้ว ก่อนอาหาร 10 นาที

อาหารเช้าอยากกินอารายก้อกินไป

เพราะร่างกายเราเผาได้หมดอยู่แล้ว

แต่ถ้าอยากลดแบบเร็วก้อกิน

ขนมปังซัก 2 แผ่น

กาแฟหรือโอวัลติน(น้ำตาลไม่เกิน 1 ช้อนชา) 1 แก้ว

กลางวัน

น้ำเปล่า 1 แก้ว(ไม่เย็น) 10 นาทีก่อนอาหาร

จากปริมาณปรกติเช่นข้าวแกง 1 จาน

ให้กินแค่ 3/4 ของจานและลดลงเหลือ

ครึ่งหนึ่งในวันถัดๆไป

ก๋วยเดี๋ยวถ้าไม่เยอะเช่นก๋วยเดี๋ยวเรือจะกินหมดก้อโอเค

ถ้าไม่งั้นก้อสูตร 3/4 เหมือนเลิม

บ่าย..กันหิว น้ำ 1 แก้ว

แอ๊ปเปิล 1 ลูก

เย็น....น้ำ 1แก้วก่อน 10 นาที

และสลัดเท่าน๊านจ้า......

หรือถ้าเบื่อเปลี่ยนเป็นพวกยำได้เช่น

ยำหมูยอ ยกเว้นยำวุ้นเส้น ยำมาม่า ที่มีเส้นไม่ได้

ถ้ารอบดึกหิว อนุโลมแอ๊บเปิ้ลได้ 1 ลูกเล็ก

Sunday, December 02, 2007

ขมิ้นชัน กับ ประโยชน์ที่มากกว่าเครื่องแกง

ขมิ้นชัน

ขมิ้นชันมี ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma longa Linn., Curcuma domestica Valeton.

ชื่อวงศ์ Zingiberaceae

ชื่อท้องถิ่น ขมิ้นแกง, ขมิ้นชัน, ขมิ้นหยวก, ขมิ้นหัว, ขี้มิ้น, ยากยอ, สะยอ, หมิ้น ส่วนที่ใช้คือ เหง้าสดและแห้ง

หลังจากที่ได้ลองหาข้อมูลในเวบ ขมิ้นชันมีประโยชน์หลายอย่างเลยทีเดียว แกงเหลืองปักษ์ใต้ รวมไปทั้งแกงต่างๆที่ใส่ขมิ้นชัน ไม่ใช่แค่ได้รวชาติที่อร่อยอย่างเดียว แต่ได้ประโยชน์ด้วย ผมได้รวบรวมบทความจากเวบต่างๆเกี่ยวกับขมิ้นชัน มันมีประโยชน์มากกว่าที่คิดจริงๆ

ข้อมูลจากเวบ http://advisor.anamai.moph.go.th/hph/herbs/herbindex.html#yellow

ขมิ้นชัน เป็นสมุนไพรที่ใครๆ ก็รู้จัก เพราะมักจะพบในชีวิตประจำวัน โดยนิยมใช้ปรุงแต่งกลิ่นและรสในอาหารหลายชนิด โดยเฉพาะอาหารทางภาคใต้ เช่น แกงเหลือง แกงไตปลา แกงกะหรี่ ไก่ทอดขมิ้น เป็นต้น นับเป็นความฉลาดของคนใต้ ที่หาวิธีกินขมิ้นในชีวิตประจำวัน เพราะขมิ้นนั้นปัจจุบัน มีงานศึกษาวิจัยพบว่ามีคุณค่าต่อสุขภาพยิ่งนัก และยังพบว่าขมิ้นชันโดยเฉพาะในภาคใต้ดีที่สุดในโลก เพราะมีสารสำคัญคือเคอร์คิวมิน และน้ำมันขมิ้นสูงกว่าประเทศอื่นๆ ที่มีการปลูกขมิ้นทั้งหมด

คนสมัยก่อนมีการใช้ประโยชน์จากขมิ้นในหลายๆ ด้าน ทั้งเป็นยาภายนอกและยาภายใน ในส่วนของยาภายนอกเชื่อว่าขมิ้นชัน ช่วยรักษาแผล ทำให้แผลไม่เป็นหนอง ช่วยสมานแผล ดังนั้น เวลาที่ก่อนจะบวชเป็นพระนาคต้องปลงผมก่อนอุปสมบท หลังจากโกนผมแล้วเขาจะทาหนังศรีษะด้วยขมิ้น เพื่อรักษาบาดแผลที่อาจจะเกิดจากใบมีดโกน

ขมิ้นยังมีสรรพคุณ ในการรักษาพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ในสมัยที่ยังเล็กๆ ตอนยุงกัดเป็นตุ่มแดง คุณยายมักจะใช้ปูนกินกับหมากแต้ม เพราะต้องการฤทธิ์แก้พิษของขมิ้น ที่ผสมอยู่ในปูนที่กินกับหมาก และฤทธิ์ของปูนที่ช่วยให้ขมิ้นติดผิวได้ดีขึ้น (ปูนกินกับหมากของคนโบราณ ได้จากการเผาเปลือกหอยจนร้อนจัด สามารถบดเป็นฝุ่นละเอียดสีขาว แล้วเอาไปผสมกับขมิ้นจะให้สีส้ม หรือเรียกเป็นสีเฉพาะว่า สีปูน)

นอกจากนี้ยังนิยมใช้ขมิ้นเป็นเครื่องสำอาง คนในแถบตอนใต้ของเอเชีย และแถบตะวันออกไกล ใช้ขมิ้นทาผิวหน้าทำให้ผิวหน้านุ่มนวล คนมาเลเซียและคนไทยสมัยก่อนจะใช้ขมิ้นในการอาบน้ำ ทำให้ผิวผ่องยิ่งขึ้น วิธีการอาบน้ำด้วยขมิ้นนั้น จะทาขมิ้นหมักไว้ที่ผิวหนังสักพัก แล้วจึงขัดออกด้วยส้มมะขามเปียก นอกจากทำให้ผิวหนังนุ่มนวลแล้ว ขมิ้นยังมีสรรพคุณในการป้องกันการงอกของขน ผู้หญิงอินเดียจึงใช้ขมิ้นทาผิวหนัง เพื่อป้องกันไม่ให้ขนงอก

คนพม่าเชื่อว่าถ้าใช้ขมิ้นผสมสมุนไพร ที่ชื่อทาคาน่า ทาผิวเด็กสาวตั้งแต่ยังเล็กๆ จะทำให้เนื้อผิวละเอียด จนมีคำกล่าวในบรรดาชายไทยว่าสาวจะสวยต้อง "ผิวพม่า นัยน์ตาแขก"

ส่วนในการใช้เป็นยารับประทาน เชื่อว่าขมิ้นชันมีสรรพคุณในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย มีสรรพคุณในการช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ช่วยย่อยอาหาร มีสรรพคุณในการบำรุงร่างกายและช่วยบำรุงตับ รักษาระบบทางเดินหายใจที่ผิดปกติ หืด ไอ เวียนศรีษะ รักษาอาการปวดและอักเสบเนื่องจากไขข้ออักเสบ เป็นต้น

ปัจจุบันมีการศึกษาเพื่อพิสูจน์สรรพคุณของขมิ้น ตามการใช้แบบโบราณ ก็พบว่ามีสรรพคุณมากมายตามที่เคยใช้กันมา เช่น ขมิ้นชันมีสรรพคุณทำให้แผลหายเร็วขึ้น มีฤทธิ์ลดการอักเสบ ลดปฏิกิริยาภูมิแพ้ เพิ่มภูมิคุ้นกันให้แก่ร่างกาย มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอง มีฤทธิ์ขับน้ำดีช่วยในการย่อยและป้องกันไม่ให้เป็นนิ่วในถุงน้ำดี มีฤทธิ์ขับลม และมีการศึกษาการใช้ขมิ้นชันรักษาโรคกระเพาะในประเทศไทย (โรงพยาบาลศิริราช) พบว่า ได้ผลดีพอควร

มีการค้นพบสรรพคุณใหม่ๆ ของขมิ้นชันอีกมากมาย เช่น การป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด การชลอความแก่ การเป็นสารต้านมะเร็งและเนื้องอกต่างๆ พบว่า การกินอาหารผสมขมิ้นสามารถทำลายเชื้อไวรัสที่ผ่านมาทางอาหารได้ รวมทั้งสามารถป้องกันมะเร็งจากสารก่อมะเร็งต่างๆ และยังมีสรรพคุณในการต้านไวรัส โดยเฉพาะเชื้อ HIV อันเป็นต้นเหตุของโรคเอดส์ ขมิ้นชันจึงเป็นอีกความหวังหนึ่งของผู้ป่วยเอดส์

ขมิ้นชันยังมีคุณสมบัติ ในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันและลดปฏิกิริยาการแพ้ คนที่เป็นโรคภูมิแพ้และเป็นหวัดบ่อยๆ สมควรกินอาหารใต้ที่ใส่ขมิ้นทุกวันจะได้แข็งแรง ตอนนี้สงสารหมอโรคภูมิแพ้ เพราะคนเป็นกันมากเหลือเกินและเราต้องขาดดุลยารักษาโรคภูมิแพ้ ที่รักษาไม่หายสักที่ปีละมากมายมหาศาล หันมาลองกินขมิ้นชันกันดีกว่า

หากจะหันกลับมากินขมิ้นชันกันนั้น ควรเลือกขมิ้นชันที่ได้คุณภาพ คือ ขมิ้นชันต้องมีอายุอย่างน้อย 9-12 เดือน จึงสามารถขุดเหง้ามาทำยาได้ และต้องไม่เก็บไว้นานเกินไป จนน้ำมันหอมระเหยหายหมด และต้องเก็บให้พ้นแสง เพราะแสงจะมีปฏิกิริยากับเคอร์คิวมิน อันเป็นสารสำคัญในขมิ้นชัน หากจะกินขมิ้นอย่างเป็นล่ำเป็นสันก็ควรปลูกเอง ดูเอง ขุดมาใช้เองดีที่สุด ถูกดี และควบคุมคุณภาพได้ คนที่ทำไม่ได้ก็จงเลือกแหล่งซื้อที่ไว้ใจได้

ปัจจุบันขมิ้นชันแคปซูล อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ และเป็นยาในงานสาธารณสุขมูลฐาน จึงสามารถที่จะเบิกค่ายาจากระบบประกันได้ และแคปซูลขมิ้นชั้นยังสามารถวางจำหน่ายได้ในร้านค้าทั่วไป หากแพทย์ไทย คนไทยช่วยกันใช้ผลิตภัณฑ์จากขมิ้นชัน สุขภาพ เศรษฐกิจ ของคนไทย ของประเทศไทยก็คงจะดีขึ้นอย่างแน่นอน

ข้อมูลจากเวบ http://www.herbalone.net/index.php?option=com_content&task=view&id=30&Itemid=40

ขมิ้นชัน


1. มีประโยชน์ต่อระบบทางเดินอาหาร โดยช่วยลดท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร บำรุงตับ ลดการเจ็บป่วยจากโรคลำไส้เรื้อรัง


2. มีประโยชน์ต่อระบบหัวใจ หลอดเลือดหัวใจ และ สมอง โดยช่วยในเรื่องโรคหัวใจและหลอดเลือด ลดการตายของกล้ามเนื้อหัวใจและป้องกันเซลล์สมองตายจากการขาดเลือด


3. มีประโยชน์ในด้านการช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งหลายชนิด ได้แก่ มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเม็ดโลหิตขาว มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และอาจลดมะเร็งปากมดลูกอีกด้วย


4. มีประโยชน์ในด้านช่วยบำรุงสมอง และอาจช่วยเรื่องอัลไซเมอร์


5. ช่วยฆ่าเชื้อมาเลเรีย


ขมิ้นชันมี ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma longa Linn., Curcuma domestica Valeton. ชื่อวงศ์ Zingiberaceae ชื่อท้องถิ่น ขมิ้นแกง, ขมิ้นชัน, ขมิ้นหยวก, ขมิ้นหัว, ขี้มิ้น, ยากยอ, สะยอ, หมิ้น ส่วนที่ใช้คือ เหง้าสดและแห้ง
ขมิ้นเมื่อใช้ภายนอก มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราและแบคทีเรียได้หลายชนิด แต่บทความนี้จะกล่าวเฉพาะ

ประโยชน์ของขมิ้นที่ใช้รับประทานเท่านั้น

ประโยชน์และงานวิจัยทางด้านการแพทย์
ระบบทางเดินอาหาร
ช่วยท้องอืดเฟ้อ ลดแผลในกระเพาะ ช่วยย่อยอาหาร บำรุงตับ ลดการปวดมดลูก ลดการเจ็บป่วยจากโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง
ขมิ้นชันช่วยแก้ท้องอืดเฟ้อด้วยการขับลม นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร และฤทธิ์ป้องกันตับอักเสบจากสารพิษอีกด้วย จากผลทั้งหมดดังกล่าว ขมิ้นจึงมีผลช่วยบรรเทาอาการปวดท้องเนื่องจากแผลในกระเพาะได้ และช่วยแก้ท้องอืดเฟ้อและช่วยย่อยอาหาร
ระบบหัวใจและหลอดเลือดหัวใจและสมอง
เคอร์คิวมินในขมิ้น มีความเป็นสารต้านอนุมูลอิสระมากเพียงพอ และมีงานวิจัยในหนูทดลอง ว่าลดการเกิดปริมาณกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือดได้จริง โดยการวิจัยได้ทดลองผูกเส้นเลือดหัวใจ ให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย กลุ่มที่ได้รับสารเคอร์คิวมิน จะมีปริมาณกล้ามเนื้อหัวใจตายน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ในทำนองเดียวกัน เคอร์คิวมินในขมิ้น มีผลในการป้องกัน เซลล์สมองตายจากการขาดเลือด ได้ จากกลไกการต้านอนุมูลอิสระ ไม่ได้เกี่ยวข้องใด ๆ กับการแข็งตัวของเกร็ดดเลือด

ขมิ้นช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งหลายชนิด
ปัจจุบันนี้ ขมิ้นได้รับการวิจัยมากขึ้น และพบว่า สามารถให้เสริมกับยาต้านมะเร็งได้เป็นอย่างดี เพราะช่วยกัน ทำลายเซลล์มะเร็งโดยกลไกอื่น ๆ อีกเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากยาต้านมะเร็ง ( อ้างอิงที่ 8 ) และขมิ้นยังได้รับคำแนะนำว่า น่าจะมีบทบาทในการป้องกันมะเร็งได้มาก เพราะมีกลไกป้องกันมะเร็ง โดยออกฤทธิ์ที่เอนไซม์ ระยะหนึ่งและสอง
( Phase I and II carcinogen-metabolizing enzymes )
ในการทำงานก่อมะเร็งของสารเหนี่ยวนำมะเร็งอีกด้วย

เคอร์คิวมินในขมิ้น มีฤทธิ์ยับยั้ง และทำลายเซลล์มะเร็งของมนุษย์ได้หลายชนิด เช่น เซลล์มะเร็งตับ เซลล์มะเร็งเม็ดโลหิตขาว T cell Leukemia เซลล์มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ Bladder cancer cell เซลล์มะเร็งปอด ชนิด non small cell Carcinoma ทำให้มีการเสนอแนะว่า ขมิ้นชัน น่าจะมีบทบาทในการป้องกันมะเร็งปอดในผู้ที่สูบบุหรี่ เซลล์มะเร็ง ผิวหนัง ( melanoma ) เซลล์มะเร็งต่อมนำเหลือง Non-Hodgkin's lymphoma. เซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ ( Human colon adenocarcinoma ) เซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก เซลล์มะเร็งรังไข่ เซลล์มะเร็งเต้านม และเนื่องจากขมิ้นยับยั้ง ไวรัสหูด HPV ซึ่งเป็นสาเหตุหลักและปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูก ทำให้อาจจะมีที่ใช้ในการป้องกันมะเร็งปากมดลูก

ขมิ้นบำรุงสมอง อาจจะช่วยเรื่องอัลไซเมอร์
ปัจจุบัน มีการค้นพบว่า โรคอัลไซเมอร์ หรือสมองเสื่อม มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมากในกลุ่มที่อายุน้อยลงเรื่อย ๆ และกลไกของการต้านอนุมูลอิสระ อาจมีบทบาทในการป้องกันการเกิดโรคนี้ได้ ซึ่งตอนนี้ ได้มีงานวิจัย ที่บอกว่า ขมิ้นก็เป็นหนึ่งในสมุนไพรที่น่าจะมีบทบาทในการป้องกันโรคนี้

ขมิ้นช่วยฆ่าเชื้อมาเลเรีย
สารสกัด เคอร์คิวมิน ในขมิ้น มีประสิทธิภาพที่ค้นพบทางการแพทย์เพิ่มเติมอีกหลายอย่าง เช่น พบคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อมาเลเรีย P Falciparum ทำให้ปัจจุบันมีการพัฒนาเพิ่มเติมที่จะนำมาใช้เป็นยารักษาหรือป้องกันมาเลเรีย การทดลองในหนูพบว่า หนูที่ได้รับประทานเคอร์คิวมิน สารสกัดจากขมิ้น สามารถลดปริมาณ เชื้อมาเลเรีย ( P Falciparum ) ได้ 80 - 90%


โดยสรุป ขมิ้นชันจึงจัดเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์กว้างขวาง ปลอดภัยเพราะเป็นพืชผักสวนครัว และมีงานวิจัยทางการแพทย์รองรับมาก เนื่องจากขมิ้นช่วยขับน้ำดี จึงมีข้อแนะนำไม่รับประทานในผู้ป่วยที่เป็นนิ่วในท่อน้ำดี

ปัจจุบันนี้งานวิจัยของขมิ้นชันยังมีตลอดเวลา โดยมีแนวโน้มที่จะนำสารสกัดมาศึกษาเพิ่มเติม จึงเป็นสมุนไพรไทยที่น่าภูมิใจและน่าใช้สำหรับคนไทย อย่างไรก็ตามการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพจากขมิ้นชันควรเลือกจากผู้ผลิตที่ได้รับการรับรองหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิต ( Good Manufacturing Practice หรือ GMP ) เป็นอย่างน้อย รวมถึงมีการควบคุมคุณภาพของขมิ้นชันให้มั่นใจได้ว่า ผลิตภัณฑ์ขมิ้นชันนั้นมีค่าสารสำคัญคือ เคอร์คิวมิน ตามมาตรฐานกำหนด มีความปลอดภัย